มะลิลา บนเวที สุพรรณหงส์ หวังว่าถ้ามีรัฐบาลใหม่ จะสนใจภาพยนตร์ไทยกว่านี้

มะลิลา

มะลิลา ขึ้นไปรับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม และกล่าวความรู้สึก ซึ่งเธอเริ่มจากการขอบคุณเพื่อนพี่น้องในวงการที่ให้การยอมรับภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวเป็นอย่างดี ครูบาอาจารย์ทั้งทางด้านภาพยนตร์ พุทธศาสนา และศิลปะไทยในการบายศรี สำหรับวิชาความรู้ที่เธอนำมาใช้ ผู้สร้างอย่าง บริษัท จีวิลเลจโค-ครีเอชั่น จำกัด ที่ให้การสนับสนุนและให้อิสระในการสร้างภาพยนตร์ที่มีศิลปะอย่างเต็มเปี่ยม รวมถึงนักแสดงและทีมงานทุกๆ คน

อนุชา กล่าวต่อว่า ปีที่แล้วเธอได้รับรางวัลมามากมาย แต่หากมองไปถึงอนาคตกลับมองไม่เห็นอนาคตที่สดใสนัก “คือจะดีใจก็ดีใจได้ไม่เต็มที่ คือภาพยนตร์ไทยไม่ได้รับการปกป้อง ไม่ได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาลที่ผ่านมาเท่าที่ควรค่ะ ดิฉันอยากขอชื่นชมนักทำหนังทุกท่าน ผู้กำกับทุกคนที่มีใจต่อสู้ ถึงแม้ว่าพวกเราจะไม่ได้รับการเหลียวแลแต่ว่าก็พยายามทำพยายามสู้ในสิ่งที่ตัวเองเชื่อจนเกิดเป็นผลงานขึ้นมา และก็หวังว่าในอนาคตถ้ามีรัฐบาลใหม่ จะสนใจและดูแลภาพยนตร์ไทยดีกว่านี้ค่ะ” อนุชา เผยความในใจ พร้อมกับเสียงปรบมือดังกึกก้องจากผู้เข้าร่วมงาน

เท่านั้นยังไม่พอ เพราะไฮไลต์ที่อาจจะเด็ดกว่าคือการประกาศรางวัลในสาขาต่อไปอย่าง ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ซึ่งถือเป็นสาขารางวัลสุดท้ายที่มีการประกาศ โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และ ประธานคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ มาเป็นผู้ประกาศ โดยเขาได้กล่าวว่า “รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม Best Picture ภาพยนตร์ซึ่งไม่ต้องรอรัฐบาลหน้าสนับสนุนหรอกครับ รัฐบาลนี้ก็สนับสนุนได้ ภาพยนตร์เรื่อง มะลิลา ครับ” เรียกเสียงปรบมือดังสนั่นได้เช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ งานประกาศรางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ ประจำปี 2561 โดยสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ หรือ สุพรรณหงศ์ ครั้งที่ 28 ภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลกลับบ้านไปมากที่สุดนั่นก็คือ มะลิลา ที่คว้าไปมากถึง 7 รางวัลด้วยกัน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

ซูเปอร์ฮีโร่ชาแซม คาแรกเตอร์เด่น ลายเซ็นผู้กำกับชัด

ซูเปอร์ฮีโร่ชาแซม

ซูเปอร์ฮีโร่ชาแซม จะเป็นตัวละครที่ไม่ได้มีแฟนคลับเหนียวแน่น ติดตามกันอย่างมากมายเฉกเช่นซูเปอร์แมนหรือแบทแมนที่โด่งดัง ได้รับการสร้างขึ้นจอใหญ่ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ถึงวินาทีนี้การที่หนังสามารถทำรายได้ทั่วโลก 159 ล้านเหรียญฯ (และยังไม่สิ้นสุดการฉาย) น่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดีว่า แฟนหนังฮีโร่ก็พร้อมที่จะเปิดรับตัวละครใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา

สิ่งที่น่าจะทำให้ตัวละครอย่างชาแซม กลายเป็นตัวละครที่อยู่ในความทรงจำของผู้ชม คือฮีโร่คนนี้แท้ที่จริงแล้วคือ “เด็กในร่างของผู้ใหญ่” ซึ่งนั่นหมายความว่าความคิด ระดับสติปัญญาของพวกเขาคือ การประมวลผลทางประสบการณ์ชีวิตของเด็กที่อายุไม่เกินมัธยมต้น! เพราะฉะนั้นสิ่งที่หนังนำเสนอออกมาคือการบอกเล่าช่วงเวลาที่บิลลี่ แบทสัน (แอชเชอร์ แองเจล) ได้รับพลังวิเศษจากพ่อมดชาแซม ทุกครั้งที่เขาเอ่ยชื่อชาแซม ร่างกายของเขาจะเปลี่ยนเป็นชายในวัยผู้ใหญ่ที่มีพละกำลังอันแข็งแกร่ง

ช่วงต้นของเรื่อง หนังถ่ายทอดช่วงเวลาที่บิลลี่ต้องปรับตัวให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของตัวเอง โดยการที่มีเพื่อนสนิทอย่างเฟรดดี้ (แจ็ค ดีแลน กราเซอร์) เด็กชายซึ่งมีปัญหาทางร่างกาย แต่ชื่นชอบในการศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับบรรดาซูเปอร์ฮีโร่ เลยผันตัวเข้ามาให้ความช่วยเหลือในการเป็นที่ปรึกษารวมไปถึงทดสอบว่าชาแซมนั้นมีพลังพิเศษอะไรบ้าง ซึ่งวิธีการลองผิดลองถูกของพวกเขา หนังก็ทำให้เราเห็นว่ามันเป็นวิธีการคิดแบบเด็กๆ คือทำอะไรยึดตามหลักความสนุก โดยไม่ค่อยคำนึงถึงผลลัพธ์ที่อาจจะตามมาและอาจจะเลวร้ายกว่าที่คิด

วิธีการคิดแบบเด็กๆของหนังนี่เองที่เป็นจุดมัดใจผู้ชม เพราะหนังถ่ายทอดวิธีคิดของตัวละครออกมาตามวัยนั้น ทำให้คนดูเข้าใจและเปิดรับตัวละครชาแซม ยังไม่รวมไปถึงบรรดาตัวละครเด็กคนอื่นๆในบ้านเด็กกำพร้าที่ต่างก็มีคาแรกเตอร์ที่โดดเด่นและน่าจดจำไม่แพ้กัน

อีกหนึ่งตัวละครที่โดดเด่นไม่แพ้กันก็คือตัวละครผู้ร้ายอย่างดร.แธดีอุส ไซวาน่า (มาร์ค สตรอง) ชายผู้มีปมในวัยเด็ก หลังจากที่เขาไม่ได้ถูกรับเลือกพิจารณาเป็นฮีโร่จากพ่อมดชาแซม เขาก็พยายามตามหาสถานที่ลึกลับดังกล่าวจนกระทั่งตัวเองเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งฉากเปิดเรื่องที่ทำให้เรารู้จักแธดีอุสในวัยเด็กนั้น ผู้กำกับอย่างเดวิด เอฟ. แซนด์เบิร์ก ก็สร้างฉากบรรยากาศความตื่นเต้นออกมาได้น่ากลัวไม่แพ้กับหนังสยองขวัญเรื่องก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะเป็น Annabelle: Creation หรือ Light Out เลยทีเดียว ยังไม่รวมไปถึงฉากบรรดาปีศาจบาปทั้ง 7 ที่ปรากฏตัวขึ้นในฉากห้องประชุมของพ่อแธดีอุส ฉากดังกล่าวน่าจะเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ “ลายเซ็น” ของตัวผู้กำกับเผยออกมาชัดเจนที่สุดเช่นเดียวกัน

กล่าวโดยรวมคือ Shazam! เป็นหนังที่ผู้กำกับอย่างเดวิด เอฟ. แซนด์เบิร์ก ได้พิสูจน์ว่าตัวเขาเองสามารถกำกับหนังซูเปอร์ฮีโร่ได้ เล่าตัวละครออกมาได้มีเอกลักษณ์ อีกทั้งยังคงไว้ซึ่งลายเซ็นในการทำหนังสยองขวัญของตัวเองอย่างชัดเจนเช่นกัน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

เควินไฟกี ตอบคำถาม Avengers: Endgame ไม่ว่าใครจะหายไปในสภาพไหน กลับมาปลอดภัยทุกคน

เควินไฟกี

เควินไฟกี การดีดนิ้วของธานอสได้ทำให้สิ่งมีชีวิตครึ่งจักรวาลหายไปดังที่ได้เห็นกันไปแล้ว และในช่วงเอนด์เครดิต หนัง Avengers: Infinity War ได้เผยให้เห็นแล้วว่าแม้แต่มนุษย์ที่กำลังขับรถ หรือกำลังอยู่บนเฮลิคอปเตอร์ก็หายไปทันที ทำให้มีรถยนต์ตัดหน้ารถของ นิก ฟิวรี รวมไปถึงเฮลิคอปเตอร์ที่เสียหลักพุ่งเข้าชนตึกอีกด้วย

ด้วยการเดินทางข้ามเวลาเพื่อไปหาอินฟินิตีสโตนส์จากช่วงเวลาต่าง ๆ กลับมาอีกครั้งเพื่อดีดนิ้ว นำพาสิ่งมีชีวิตที่หายไปกลับมาใน หนัง Avengers: Endgame ก็ทำได้สำเร็จสมความตั้งใจที่ทำไว้ และจากประเด็นนี้เองจึงกลายเป็นคำถามที่น่าสนใจไม่น้อยจากผู้ใช้ชื่อ dwallace3099 ในเว็บไซต์ reddit ที่ถามว่า

การนำคนกลับมาจากการดีดนิ้วจะทำให้พวกเขาตายในอุบัติเหตุหรือเปล่า เหมือนบางคนหายไปตอนอยู่บนอากาศ แล้วกลับมาอยู่กลางอากาศหรือเปล่า (แบบคนที่อยู่บนเครื่องบินที่กลับมาจะลอยกลางอากาศหรือไม่ เพราะเครื่องบินมันตกไปแล้ว) เป็นไปได้ไหมว่าฮัลก์ตอนที่จะดีดนิ้วเพื่อให้ทุกคนกลับมานั้น เขาได้นำพาผู้คนกลับมาในสถานที่ที่ปลอดภัยด้วย

ในเวลาต่อมา เควิน ไฟกี (Kevin Feige) ประธาน Marvel Studios ได้เข้ามาไขข้อข้องใจว่า

ฮัลก์ ในเวลานี้เป็น สมาร์ต ฮัลก์ ไปแล้ว ไม่เพียงแต่แข็งแกร่งที่จะสวมใส่ถุงมือเท่านั้น แต่เขายังนำทุกคนกลับมายังสถานที่ปลอดภัย โดยปราศจากอันตรายใด ๆ ที่จะเกิดขึ้นในทันทีอีกด้วย สมกับชื่อ สมาร์ต ฮัลก์

เชื่อว่าใครที่รอคนที่รักกลับมาจากการดีดนิ้วก็คงเบาใจที่ได้รู้ว่าทุกชีวิตที่ได้กลับมานั้นปลอดภัย แม้ว่าตอนที่หายไปจะอยู่ในสถานภาพที่ไม่ปลอดภัยก็ตาม

Avengers: Endgame
หลังจากเหตุการณ์ทำลายล้างเหล่าสิ่งมีชีวิตไปครึ่งจักรวาลใน หนัง Avengers: Infinity War (2018) ทำให้จักรวาลอยู่ในความหายนะ และด้วยความเชื่อเหล่าจากพันธมิตร เหล่าอเวนเจอร์สจึงกลับมารวมตัวกันอีกครั้งหนึ่งเพื่อแก้ไขในสิ่งที่ธานอสได้ทำไว้ และทำให้จักรวาลกลับมาเหมือนเดิมอีกครั้ง

ขอบคุณแหล่งที่มา https://movie.mthai.com

เป้อารักษ์ ควง คิทตี้ นำทีมบวงสรวงหนังแอคชั่นเรื่องใหม่ The Exchange 13 คน ปล้นอันตราย

เป้อารักษ์

เป้อารักษ์ ถือฤกษ์ดีทำพิธีบวงสรวง

เป้อารักษ์ ณ อาคารจัสมินอินเตอร์เนชั่นแนลทาวเวอร์ ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ The Exchange 13 คน ปล้นอันตราย

ภาพยนตร์แอคชั่นจาก Mono Originals ผลงานการกำกับของ เฉลิม วงศ์พิมพ์ ผู้สร้างตำนานความมันจาก ฅนไฟบิน (2006), 7 ประจัญบาน (2002), ต้มยำกุ้ง 2 (2013)

โดยได้สองนักแสดงมากฝีมือ เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ และ คิทตี้ ชิชา อมาตยกุล มาแสดงนำ

ร่วมด้วยแอคชั่นสตาร์ฝีมือดี วิทย์ พชรพล จั่นเที่ยง, บีม ศรัณยู ประชากริช, แวน ชนินทร จิตปรีดา, วอ จิราวัฒน์ วชิรศรัณย์, ทศ ทศพล ศิริวิวัฒน์, บีน จุลศักดิ์ หาญคุณะเศรษฐ์ ฯลฯ ซึ่งหนังเตรียมออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง Mono29, ทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่น Monomax เร็วๆ นี้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://movie.mthai.com

หนังจระเข้หลุด พร้อมไล่งาบคนในบ้าน จาก ค่ายพาราเมาต์ พิกเจอร์ส

หนังจระเข้หลุด

หนังจระเข้หลุด หนังแนวตื่นเต้นเขย่าขวัญ สร้างออกมาทีไร คนก็ให้การตอบรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะหนังสัตว์ประหลาดดุร้ายที่พร้อมไล่งาบผู้คน เรียกได้ว่าเป็นพล็อตเรื่องคลาสสิค ที่ยังคงขายได้ทุกยุคทุกสมัย โปรดักชั่นของหนังก็ขึ้นอยู่กับความลงทุนของค่ายว่าจะทำออกมาเป็นหนังทุนต่ำเกรดบี หรือหนังเอาดาราชื่อดังพร้อมกับงานสร้างที่ดูสมจริง แล้วดันให้กลายเป็นหนังเกรดเอ และ Crawl คือหนังระทึกขวัญ จระเข้เรื่องใหม่ที่พร้อมจะมากระตุกขวัญคนดูในปีนี้

โดยตัวหนังจะบอกเล่าเรื่องราวของพายุเฮอร์ริเคนที่พัดถล่มรัฐฟลอริด้า เฮลีย์ (คายา สโคเดลาริโอ จาก The Maze Runner และ Pirates of the Caribbean: Dead Men Tell No Tales) ลูกสาวที่เดินทางกลับบ้านมาเพื่อช่วยเหลือพ่อที่ได้รับบาดเจ็บและติดอยู่ภายในบ้านของตัวเอง ระหว่างที่ระดับน้ำกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หน่วยกู้ภัยก็ยังเดินทางมาไม่ถึง ความซวยยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อเฮลีย์พบว่าที่ใต้ถุนบ้านนั้นมีจระเข้ที่เกรี้ยวกราดได้กัดพ่อของเธอ และเธอก็โดนมันโจมตีจนอาการน่าเป็นห่วงเช่นกัน

เฮลีย์และพ่อต้องเอาตัวรอดจากสถานการณ์อันเลวร้ายสุดขั้ว ระดับน้ำท่วมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทางออกที่ปิดตาย จระเข้ร้ายที่หมายจะงาบทั้งสองเป็นเหยื่อ แล้วพ่อลูกคู่นี้จะเอาชีวิตรอดอย่างไร เตรียมติดตามได้ใน Crawl อันเป็นผลงานการกำกับของอเล็กซานเดอร์ เอจา โดยมีผู้อำนวยการสร้างอย่าง แซม ไรมี่ จาก Evil Dead แท็คทีมกันมานำเสนอความโหด สุดระทึก ซึ่งหนังเรื่องนี้มีกำหนดการเข้าฉายเดือนกรกฎาคมนี้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

ความเร่งรีบ The Hustle ฝนตกขี้หมูไหล ชะนีอะไรมาพบกัน

ความเร่งรีบ

ความเร่งรีบ ในยุคสมัยแห่งความเท่าเทียม หนังรีเมคหลายต่อหลายเรื่องมักจะหยิบเอาหนังในเวอร์ชั่นดั้งเดิมเอามาสลับเพศ จากเดิมที่บรรดาตัวละครเดินเรื่องมักจะเป็นผู้ชายล้วน ต่างถูกปรับเปลี่ยนให้สลับเพศเป็นผู้หญิงแทน ไม่ว่าจะเป็นหนังอย่าง Ghostbusters (2016) หรือ Ocean’s Eight (2018) ต่างก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในการเอาบริบท “ผู้หญิงสมัยใหม่” เท่าเทียมกับผู้ชายนำมาใช้เป็นเค้าโครงเรื่องหลัก

The Hustle เป็นหนังที่รีเมคมาจาก Dirty Rotten Scoundrels (1988) แต่มีการสลับเพศของสองตัวละครหลักจากชายเป็นหญิง มีการปรับเปลี่ยนสถานการณ์ในเรื่องใหม่ทั้งหมด ซึ่งตัวหนังฉบับปี 2019 บอกเล่าเรื่องราวของเพนนี รัสต์ (รีเบล วิลสัน) สาวออสซีร่างใหญ่ อาชีพนักต้มตุ๋น ที่ชอบหลอกบรรดาหนุ่มๆจากโลกออนไลน์ให้มาตกหลุมพราง เพื่อที่จะได้หลอกตบทรัพย์ ระหว่างที่เพนนีเดินทางไปยังตอนใต้ของฝรั่งเศสด้วยรถไฟสุดหรู บังเอิญเธอได้พบกับโจเซฟิน เชสเตอร์ฟิลด์ (แฮทธาเวย์ ) สาวอังกฤษ สุดเริ่ด ไฮแฟชั่น แถมยังมีบ้านหลังงามอยู่ในโบมองท์ ซูร์ แมร์ สถานที่พำนักและยังเอาไว้ใช้ล่อลวงผู้ชายรวยๆจากทั่วทุกมุมโลก

ทันทีที่โจเซฟินพบกับเพนนี เธอรู้ทันทีว่าหล่อนเป็นคู่แข่งคนสำคัญที่กำลังเข้ามารุกรานพื้นที่ในการหากินของตัวเอง โจเซฟินจึงต้องหาทางกำจัดเพนนีให้พ้นทาง กลายเป็นการแก่งแย่งชิงดีกันระหว่างสองนางโจรที่สไตล์ในการทำงานต่างกันลิบลับ แต่เพื่อเป้าหมายเดียว นั่นก็คือการต้มตุ๋นผู้ชายที่มองเห็นผู้หญิงเป็นแค่วัตถุทางเพศ

พล็อตเรื่องของหนังแทบไม่มีอะไรมากไปกว่าการขายมุกตลกแบบฉากต่อฉาก ซึ่งส่วนมากมักจะเป็นฉากตลกเจ็บตัว วีรกรรมบ้าบอของคอแตกของสองนักแสดงนำ (และส่วนมากเทฉากเหล่านี้ไปที่ตัวละครเพนนี ที่เล่นกับเรื่องสรีระอันจ้ำม่ำของเธอ)

ถึงแม้ว่าตัวหนังเองพยายามจะผลักดันประเด็นที่ว่า การที่สองสาวกลายเป็นนักต้มตุ๋นนั้นก็เพราะว่าผู้ชายในโลกใบนี้ มีจุดอ่อนที่ว่า พวกเขาต้องการจะเป็นวีรบุรุษที่ต้องการหยิบยื่นความช่วยเหลือให้กับผู้หญิง อีกทั้งทัศนคติของผู้ชายที่ยังเชื่อว่าพวกเขานั้นฉลาดกว่าบรรดาเพศแม่เป็นทุนเดิม พวกเธอจึงฉวยโอกาสเอาจุดอ่อนเหล่านี้มาพลิกสถานการณ์เพื่อตลบหลังพวกเขาในการล่อลวงเอาเงิน

นอกไปจากนี้เรายังได้เห็นว่า การต้มตุ๋นในแต่ละครั้งของโจเซฟิน ยังได้รับความช่วยเหลือจากคนใกล้ตัวไม่ว่าจะเป็นอัลเบิร์ต (นิโคลัส วู้ดสัน) พ่อบ้านคนสนิทของเธอและสารวัตรตำรวจหญิงอย่างบริเจท เดสจาร์ดินส์ (อิงกริด โอลิเวอร์) ในการมองหาเหยื่อรายใหม่และปกปิดแผนการฉ้อฉล เหล่านี้ทำให้เรามองเห็นว่า ในทุกๆวงการนั้นมีคนที่จ้องจะฉกฉวยผลประโยชน์เข้าตัวอยู่เสมอ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตามในโลกใบนี้

The Hustle จึงนำเสนอเรื่องราวของคนจัญไรที่ต้องการจะมีชีวิตที่สุขสบายด้วยการฉกฉวยของจากผู้อื่น แม้ว่าพวกเธอจะยึดคติที่ว่า พวกเธอจะเลือกปฏิบัติกับผู้ชายเลวๆเท่านั้นก็ตาม แต่นั่นก็ยังไม่อาจจะหลีกเลี่ยงความจริงที่ว่าพวกเธอก็เป็น “อาชญากร” ประเภทหนึ่งซึ่งไม่ได้ดีไปกว่าผู้ชายเลวๆที่ทำไม่ดีกับผู้หญิงเลยเช่นกัน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

แม่เบี้ย ภาพยนตร์จากบทประพันธ์ของ วาณิช จรุงกิจอนันต์

แม่เบี้ย

แม่เบี้ย บอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างชนะชล หนุ่มนักธุรกิจที่เดินทางมาทัวร์ชมบ้านทรงไทยริมน้ำที่จังหวัดสุพรรณบุรี จนมาพบกับ เมขลา ไกด์สาวและเจ้าของบ้านเรือนไทย นำมาสู่ความสัมพันธ์ต้องห้ามเพราะชนะชลมีครอบครัวอยู่แล้ว และความลึกลับที่ซ่อนอยู่ในบ้านเรือนไทยนั้นคือ งูยักษ์ ที่คอยออกมาปรากฎกายทุกครั้งเพื่อเตือนเมขลาถึงความดำมืดแห่งราคะและไฟโลกีย์

หนัง : แม่เบี้ย (Maebia)
ประเภทหนัง : Drama
จัดจำหน่ายโดย : สหมงคลฟิล์ม
ผู้กำกับ : ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล
บทประพันธ์ : วาณิช จรุงกิจอนันต์
วันที่เข้าฉาย : 17 กันยายน 2558
นักแสดงนำ : ชาคริต แย้มนาม, อ้อม กานต์พิสชา

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

ซูเปอร์ฮีโร่ มาทั้งจักรวาล ตัวอย่างเต็ม Avengers: Infinity War

ซูเปอร์ฮีโร่

ซูเปอร์ฮีโร่ ทั่วโลกรอคอย หลังจากมีข่าวว่าในหนัง Avengers: Infinity War จะได้เห็นตัวละครซูเปอร์ฮีโร่มารวมตัวกันถึง 32 คน โอ้แม่เจ้า! แค่ข่าวมาก็ตื่นเต้นสุดๆ แล้ว ยิ่งตัวอย่างเต็มที่ทาง Marvel Studio ปล่อยออกมาล่าสุด ยิ่งเรียกความตื่นเต้นจากแฟนหนังได้อย่างดี กับฉากการปะทะกันในอภิมหาสงครามงานช้าง ที่ขนกันมาทั้งจักรวาล ไม่ว่าจะเป็น โทนี่ สตาร์ค ไอรอนแมนเจ้าเก่า, กัปตันอเมริกาสุดหล่อ, พี่ธอร์ไร้ค้อน, แบล็ควิโดว์สุดแซ่บ, เจ้าหนูปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ สไปเดอร์แมน, ฝ่าบาทที ชัลล่า Black Panther ที่เพิ่งเปิดตัวไปสดๆ ร้อนๆ และเหล่าซูเปอร์ฮีโร่คนอื่นๆ อีกเพียบ ที่พร้อมใจกันมาสู้ศึกกับ ทานอส พี่เบิ้มตัวร้ายที่ร้ายที่สุดในจักรวาล

เอาเป็นว่าไปดูตัวอย่างกันเลย แล้วเตรียมตัวนับแอร์ไทม์ซูเปอร์ฮีโร่คนโปรดของคุณในหนังเรื่องดังภาคนี้ จะได้ออกมาสู้ศึกกันกี่วินาที

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

ออนซอนเด ขายฮาไม่สนว่าเส้นเรื่องจะออกมายังไง

ออนซอนเด นั้น จัดได้ว่าเบาบางยิ่งกว่ากองฟางข้างทุ่งนาเสียอีก เมื่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้โฟกัสอยู่แค่ “การจีบหญิง” ของ ต่ง (เบิ้ล ประทุมราช) รวย (ก้อง ห่วยไร่) และหนุ่มน้อยอย่างเดียว (เรียว เชฟแดนปลาแดก) โดยหนังเลือกจะเปิดเรื่องมาที่งานคอนเสิร์ตหมอลำ ซึ่งมีนักร้องอีสานชื่อดังอย่าง “บัวผัน” มาเปิดการแสดง ด้วยความม่วนของเหล่าแฟนเพลง ต่งที่บังเอิญเหลือบไปเห็นแพตตี้ (ธนาพร มณีพันธ์) สาวสวยที่จากบ้านเกิดแดนอีสานไปนาน เพราะมัวแต่ไปหลงแสงสีในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ต่งจึงไม่รอช้าที่จะตรงปรี่ไปขายขนมจีบ

ขณะที่ต่งกำลังจีบแพตตี้ อ๊อดแอด (แซ็ค ชุมแพ) ขาใหญ่ประจำหมู่บ้านก็ตรงปรี่มา ร่วมวงขอหลีแพตตี้อีกราย ส่งผลให้สองหนุ่มต้องเข้าปะทะจนเกิดมวยกันกลางงานหมอลำ ร้อนให้เพื่อนสนิทอย่างรวยต้องมาช่วยเพื่อนฝ่าดงตีน ก่อนที่รวยจะได้รับบาดเจ็บระหว่างพาต่งหลบหนีการตามไล่กระทืบจากกลุ่มเพื่อนของอ๊อดแอด

ระหว่างที่รวยเดินทางไปยังอนามัยของหมู่บ้าน เขาก็ได้พบกับมะลิ (เสาวลักษณ์ สารกาล) คุณหมอคนสวย จมูกคมเป็นสัน หน้ารูปไข่ เขาตกหลุมรักทันที ระหว่างนั้นเองภารกิจตามจีบสาวๆของหนุ่มก็เริ่มต้นขึ้นท่ามกลางความสรวลเสเฮฮาที่เกิดขึ้นระหว่างทาง

นั่นแหละครับคุณผู้อ่าน พล็อตเรื่องของ “ออนซอนเด” มีอยู่แค่นี้จริงๆ หนังเรื่องนี้แทบไม่ต่างอะไรจากละคร “ซิทคอม” ที่ฉายทางฟรีทีวี ที่เน้นขายมุกตลกสถานการณ์ นำพาฉากหนึ่งไปสู่อีกฉากหนึ่งเท่านั้น มุกตลกส่วนมากในหนังเรื่องนี้มักจะเป็นมุกแบบ “ตลกเจ็บตัว” อันเกิดจากความซุ่มซ่ามของตัวละคร โดยเฉพาะรวย ซึ่งรับบทโดยก้อง ห้วยไร่ ซึ่งลงทุนเล่นฉากเหล่านี้ด้วยการแสดงแบบทุ่มสุดตัว ไม่ว่าจะต้องดูดง่ามเท้าของเบิ้ล ปทุมราช ถูกเตะผ่าหมากเข้ากลางง่ามขา กระโดดคร่อมจักรยานที่ไม่มีอาน ตกหลุมโคลนหน้าคะมำ หรืออีกหลายสถานการณ์ที่จังหวะจะโคนในความซวยนั้น สร้างเสียงหัวเราะให้กับคนดูอย่างสัมฤทธิ์ผล

ถึงจะเป็นหนังประเภทขายเสียงฮาโดยไม่สนใจเส้นเรื่อง ถึงอย่างนั้นหนังก็ยังเลือกจะใส่ซับพล็อตรองที่ว่าด้วยการพัฒนาสินค้าอย่าง “ปลาร้าบรรจุขวด” ของครอบครัวต่ง ซึ่งมีสาวดอกหญ้า (ธัญญ่า อาร์สยาม) เป็นสาวที่คอยพัฒนาสินค้า เลือกใช้ช่องทางอย่างโซเชียลมีเดียในการต่อยอดช่องทางการขายให้ได้รับความนิยมของตลาด ก็ถือว่าเป็นโมเมนต์ที่น่าสนใจของหนังเรื่องนี้ (และมีดราม่าเรื่องการใส่ร้ายป้ายสีกันทางการค้าอีกด้วย) แต่อย่างที่บอก เมื่อมันไม่ใช่อะไรที่หนังต้องการนำเสนอ ประเด็นเหล่านี้จึงใส่เข้ามาแบบลวกๆ นำเสนอแบบผ่านๆ เสียมากกว่า

การขนเอาบรรดานักร้องสายลูกทุ่งยุคใหม่อาทิ ก้อง ห้วยไร่,เบิ้ล ปทุมราช, แซ็ค ชุมแพ, ธัญญ่า อาร์สยาม มาเป็นตัวเรียกแขกนั้น ก็เรียกได้ว่า ทีมผู้สร้างอย่าง แลนด์ อ๊อฟ สไมล์ ฟิล์ม รู้ดีว่าทำหนังเรื่องนี้เพื่อเจาะผู้ชมที่เป็นแฟนเพลงของเหล่านักร้องกลุ่มนี้นั่นเอง

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

สงกรานต์ แสบสะท้านโลกันต์ – นวัตกรรมโฮะมุกตลก อย่าแคร์สาระ ตรรกะเหรอลืมไปได้เลย

สงกรานต์

สงกรานต์ แสบสะท้านโลกันต์ จบคงเป็นความโกรธที่ตัวเองดันหลวมตัวไปนับถือตำราฝรั่งในการทำหนังเสียตั้งนาน และโกรธตัวเองที่ไปเข้าข้างตำราฝรั่งที่กลายมาเป็นกรอบตีความคิดของเราในการทำหนัง อันจะได้สรุปให้อ่านกันเป็นข้อๆ ดังนี้
ความต่อเนื่องไม่ได้อยู่ที่กฎ 180 แต่อยู่ที่ใจ
เชื่อลึกๆ ว่าหาก เอ็มมานูเอล ลูบิซกี้ หรือ ลุงโรเจอร์ ดีกินส์ ได้ดู สงกรานต์ แสบสะท้านโลกันตร์ ก็ต่างต้องทบทวนการทำงานตัวเองเสียใหม่ เพราะกฎพื้นฐานในการคุมความต่อเนื่องของภาพไม่ได้อยู่พจนานุกรมของ พี่พชร์ ที่ถือว่า ความต่อเนื่องเป็นธุระของผู้ชม เราเลยได้เห็นตำแหน่งตัวละครที่ถือเป็นอนิจจัง เดี๋ยวซ้าย เดี๋ยวขวา ทิศทางการตัดต่อภาพแต่ละกล้อง พี่พชร์ให้อิสระกับระบบตัดต่อระบบ AI เต็มที่ ซึ่งถือเป็นมุมมองใหม่ที่มนุษย์อาจคิดไม่ได้ ซึ่งบรรดานักเรียนหนังควรศึกษาไว้เป็นตัวอย่าง และถ้าจะให้ดีควรไปขับไล่อาจารย์ที่สอนวิชาตัดต่อตามโรงเรียนหนังหรือมหาวิทยาลัยที่ตามเทรนด์นี้ไม่ทันออกจากระบบการศึกษาให้หมด!

ความจริงภายในมันเก่า เอาความสดตรงหน้าดีกว่า
สตานิสลาฟสกี้ เคยกล่าวว่า นักแสดงควรรู้จักความจริงภายในเพื่อความสมจริง ซึ่งถือเป็นความเชื่อผิดๆ ที่นักเรียนการแสดงทั่วโลกร่ำเรียนมา เพราะหากผ่านการกำกับของพี่พชร์ ผู้ปฏิเสธการสร้างความจริงภายใน หรือการทำสมาธิทุกรูปแบบเพราะกลัวทำหนังไม่ทันDag ดังนั้นจึงเกิดการกำกับแบบเอาความจริงตรงหน้า เช่น คิดบทไม่ออก ช่วยพูดๆ อะไรออกไปให้หน่อย หรือคิวถ่ายจะหมดจะทำอะไรก็ทำ เหล่านี้ถือเป็นงานกำกับชั้นสูงที่เหล่านักเรียนหนังอาจเข้าไม่ถึง หรือ อาจารย์อาจยังไม่เคยสอนเพราะถือเป็นทฤษฎีใหม่ โดยเป็นหน้าที่ของผู้กำกับในการหยิบเลือกเหตุการณ์ที่พอเป็นหนังมาร้อยเรียง แล้วโบ้ยงานในการจัดวางให้คนตัดต่ออีกทีเพื่อให้เงินค่าจ้างคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์

การตัดต่อไม่เพียงเรียงร้อยเรื่องเท่านั้น แต่ยังมีอำนาจข้ามเวลา พื้นที่ ข้ามตรรกะ เหตุและผลใดๆ ที่เราเคยยึดถือ
ในขณะที่นักเรียนหนังหลายคนมักยึดติดกับทฤษฎีตัดต่อทั้งการสร้างความต่อเนื่องหรือการใช้ภาพมองทาจมาสื่อความหมาย แต่สำหรับพี่พชร์ การตัดต่อคือการเรียงซีนที่ต้องเก็บทุกอย่างให้หมด และพาคนดูข้ามเวลาให้เร็วที่สุด โดยทิ้งตรรกะอันน่าเบื่อไว้เบื้องหลัง แต่การเรียงอย่างมีศิลปะนั้นไม่ควรทำทื่อๆ โดยฉากที่ถือเป็นไฮไลต์ที่แสดงถึงอัจฉริยะภาพของพี่พชร์ คือฉากงานบวชที่พี่เขาเอาเหตุการณ์ 3 เหตุการณ์มาตัดสลับความเวลาโดยอาศัยการตัดแบบ Sound Bridge หรือการใช้เสียงเชื่อมฉาก ซี่งในพิธีแหล่ แน่นอนว่าต้องมีการแหล่สอนนาค แต่หากเราต้องฟังบทแหล่สอนนาค อาจทำให้หนังยาวเกินไป พี่พชร์เลยเลือกท่อนสำคัญที่สุดนั่นคือการใช้คำว่า Hee ในการเชื่อมเหตุการณ์จากปลงผม ไปแหล่นาค แล้วข้างๆ พิธีบวชมีลิเกที่หนูรัตน์เป็นนางเอก ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นการต่อยอดจากทฤษฎี มองทาจ เพื่อสื่อความหมายว่าการบวชที่งดงามหาใช่การระลึกถึงพระคุณแม่ แต่เป็นการทดแทนคุณของช่องคลอดและการได้เกิดมาเจอหนูรัตน์เป็นนางเอกลิเกนี่เอง

การเล่าเรื่อง 3 องก์ ไม่สำคัญเพราะพี่พชร์ได้นิยามองก์ใหม่ขึ้นมาแล้ว
ซิด ฟิลด์ เคยนำทฤษฎี 3 องก์มาเป็นบทบัญญัติในการเล่าเรื่องภาพยนตร์ก่อนจะถูกแหกกฎจนมีสี่ ห้า หรือหกองก์ ในเวลาต่อมา แต่สำหรับปี 2019 พี่พชร์ได้คิดองก์ที่สำคัญที่สุดนั่นคือ องคชาติ ด้วยปฏิเสธทฤษฎีโครงสร้างบททั้งมวล ยอดผู้กำกับของเราจึงต้องคิดหลักยึดขึ้นมาใหม่นั่นคือ องคชาติ ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมล่าสุด เพราะไม่ว่าหนังจะเล่าอะไรก็ตามก็มักวนมาเรื่ององคชาติ ทั้งมุกจับกระปุกเกียร์ของน้านุ้ย เชิญยิ้ม หรือ การโยกอวัยวะเพศของพี่สมจิตร จงจอหอ ล้วนแล้วแต่เป็นการคารวะเพศชายในสังคมปิตาธิปไตยอย่างมีนัยยะสำคัญหลังหนังมาร์เวลช่วงหลังดัดจริตไปพูดเรื่องสิทธิสตรีซะเยอะจนหน้าหมั่นใส้ สำหรับพี่พชร์ อานนท์ แล้วถือว่าคนชายขอบอย่างกะเทยควรมีสิทธิต่อรองเรื่องทางเพศบ้างทั้ง การขู่จะจับทำผัว หรือ ท้าให้รุมข่มขืน เป็นต้น หรือกระทั่งการพูดถึงพระคุณของพ่ออย่างลึกซึ้งจากปากคำของตัวละคร เสือ ส. วาเลนไทน์ ของน้าค่อมก็ถือเป็นการนำอวัยวะเพศชายมาพูดถึงอย่างเคารพและให้ความสำคัญจนน่ายกย่องครับ


จะมีแค่พลอต ซับพลอต หรือมัลติพลอตไปทำไม ในเมื่อเราเอาแอนตีพลอตมาทำเป็นพลอดได้
ในทางเขียนบท นักเรียนมักถูกกำหนดกรอบในการคิดเรื่องด้วยการวาง พลอต ไว้ก่อนซึ่งถือเป็นเป็นการตีกรอบความคิดที่ควรอิสระ ดังนั้นการได้ดู

สงกรานต์ แสบสะท้านโลกันต์ น่าจะเป็นการเปิดโลกการศึกษาได้เป็นอย่างดีครับ เพราะหนังเรื่องนี้มีเหตุการณ์หลายอย่างที่อัดแน่นกันตลอดเวลาร่วมชั่วโมงกว่าๆ ทั้งค่ายมวยที่มีทั้งพ่อคอยด่าลูกๆ มีพระมาฉันเพลแต่ฉันไม่ทันเที่ยงจนหิวเพื่อให้คนหัวเราะ มีห้องน้ำที่สงกรานต์มักเข้าไปอัดควันแล้วเยิ้มออกมา ซึ่งทุกเหตุการณ์ควรเล่นย้ำๆ อย่างน้อย 2 เที่ยวเพื่อไม่ให้ผู้ชมหลงลืม มีร้านอาหารที่ลอยกระทงเข้าไปจีบ เจ๊เมษา (พิ้งกี้ สาวิกา) อยู่ 1 ครั้งซึ่งไม่จำเป็นต้องอธิบายเหตุผลใดๆ และมีฉากห้องซ้อมดนตรีที่เราจะได้เห็น ลอยกระทง และเพื่อนๆ มีปัญหากับมอเตอร์ไซค์วินจนได้เมีย ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องบอกเหตุผลเช่นกัน หรือแม้กระทั่งอาชีพพยาบาลของ เจ๊สิตางศ์ แต่งมา 1 ฉากเพื่อให้ถูกล้อว่าไปกินศพ เหล่านี้ถือเป็นการปลดล็อกกฎเกณฑ์การเขียนบทที่ว่าพลอตคือการวางเหตุการณ์อันเป็นเหตุเป็นผลกันลงโดยสิ้นเชิง ซึ่งถือเป็นคิดพลอตที่ก้าวล้ำมากๆ

แม้จะสั้นก็ต้องออกให้ครบ
คิดดูว่าการทำหนังต้องจ้างนักแสดงต้องเสียเงินทองมากมาย ในเมื่อคิดจ้างพวกคนดังออนไลน์ หรือไปทาบทามดาราไว้แล้วก็ควรยัดๆ มาให้ครบทุกคน ส่วนความต่อเนื่องช่างมัน ฉะนั้นเราจึงได้เห็นพี่ผัดไท มาเล่นเป็น ปลัด เมียของ เสือ ส. วาเลนไทน์ แบบผลุบๆ โผล่ๆ มาสร้างเสียงฮา มาพูดคำหยาบ แต่อีกสักพัก เธอก็หายไปทั้งเรื่องจนคนดูเกือบเป็นอัลไซเมอร์ ตามตัวละครของเธอ หรือกระทั่งเบี้ยใบ้รายทางพวกเน็ตไอดอลต่างๆ พี่พชร์ยัดตรงไหนได้ก็ยัดเข้ามา ซึ่งตรงนี้ถือเป็นการบริหารจัดการงบประมาณอย่างคุ้มค่า ไม่มีลังเล ยอมเสียฉากของดารารับเชิญเพื่อรักษาหนังแต่อย่างใด เพราะลำพังหนังเองก็เกินเยียวยา เอ้ย! หนังดีจน ติ ไม่ได้อยู่แล้ว

แท้จริงแล้วนี่คือ การทำหนังแบบพชร์ โมเดิร์น
หรืออันที่จริง หากลองสังเกตดีๆ เราจะพบว่าพี่พชร์ ได้ใช้หนังตัวเองเพื่อประเมินคุณค่างานในอดีตตัวเองใหม่ ทั้งวงดนตรีจาก สมอลรูกูแนว มุกพระจากหนังชุดหลวงพี่แจ๊ส เหล่าคนดังอินเทอร์เน็ตที่เคยเชิญมาเล่น หรือกระทั่งการนำเซ็กซ์ แอพพีล ผู้หญิงอย่างการโชว์นม จาก ไฉไล มานำเสนอใหม่ ซึ่งในมุมหนึ่งก็ถือเป็น แอนโธโลจี เล็กๆ ของตัวเองที่จะได้ใช้หนังตัวเองมาพูดถึงหนังต่างๆ ในประวัติการทำงานอีกครั้ง ซึ่งอย่ากล่าวหาว่า พี่พชร์ มุกตัน คิดอะไรไม่ออกเด็ดขาด เพราะมันมีทฤษฎีโพสต์โมเดิร์นที่เป็นการนำของเก่ามาตีความใหม่ ประเมินค่าใหม่ นำเสนอใหม่ รองรับอีกที แต่เมื่อเป็น พชร์ อานนท์ มันก็อาจถูกตั้งชื่อใหม่เป็น พชร์ โมเดิร์น ซึ่งต่อไปโลกอาจจะต้องจำใจยอมรับเข้าสักวัน

ปิดท้ายรีวิวฉบับนี้ ใครกังวลว่าหนังจะมีคำพูดไม่เหมาะสม พูดจาทะลึ่งตึงตังรึเปล่า ก็ขอบอกเลยว่า เพียบครับ! ถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกๆ แล้วกันนะครับ หากจะพกพาเด็กเล็กไปดู โดยไม่สนว่าหนังมันได้เรต น. 15+ น่ะครับ และท้ายสุดนี้ผมขอแสดงความบริสุทธิ์ใจ ว่าค่ายหนังไม่ได้จ้างผมมาเขียนเชียร์หนังเรื่องนี้จริงๆ แต่ด้วยคุณค่าของมันก็ต้องบอกว่า สงกรานต์ปีนี้ เล่นน้ำสนุกกว่านะครับ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com