The Happytime Murders ตายหล่ะหว่าใครฆ่ามัพเพทส์

ตายหล่ะหว่าใครฆ่ามัพเพทส์

The Happytime Murders ตายหล่ะหว่าใครฆ่ามัพเพทส์

“The Happytime Murders ตายหล่ะหว่าใครฆ่ามัพเพทส์” เป็นภาพยนตร์แอคชั่น-คอมเมดี้ ที่ฮาติดเรทสมใจอยากแฟนหนังแน่ๆ ในเรื่องจะเล่าเกี่ยวกับโลกที่หุ่นผ้าและก็มนุษย์อาศัยอยู่ด้วยกัน หุ่นเชิดนักสืบเอกชนและก็สมัยก่อนตำรวจ ฟิล ฟิลลิปส์ (ใบเสร็จรับเงิน แบร์เร็ตต้า) บาคาร่า

กำลังตามล่าฆาตกรโรคจิตที่ลงมือฆ่ากลุ่มดาราจาก The Happytime Gang รายการทีวียอดนิยมสมัย 80 แล้วก็ อดีตกาลคู่รักของฟิล เจนนี่ (อลิซาเบธ แบงค์ส) กำลังเป็นรายถัดไป ทำให้ฟิลต้องกลับมาร่วมมือกับศัตรูชั่วนิจนิรันดร์อย่าง สายลับเอ็ดเวิร์ดส (เมลิซซ่า แม็กคาร์ธี) ฉายาอาพี่สาวสายโหดเหี้ยม แสบกว่าเจ๊ก็มีแต่ว่าทิงเจอร์เพียงแค่นั้น! ท่ามกลางการขัดขากันเอง พวกเขาจะฝ่าฝ่าไปถึงยามตายมือได้หรือเปล่า?…

Minions มินเนี่ยน

มินเนี่ยน

Minions มินเนี่ยน

เรื่องราวของเจ้า มินเนี่ยน เริ่มต้นที่รุ่งอรุณแห่งกาลเวลา มินเนี่ยน เป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวสีเหลืองที่ได้ผ่านการวิวัฒนาการและทำหน้าที่รับใช้บรรดาเจ้านายวายร้ายแสบขั้นเทพ พวกมินเนี่ยนที่ล้มเหลวตลอดกาลในการรักษาชีวิตเจ้านายของตัวเองเอาไว้ บาคาร่า

นับจาก ที.เร็กซ์ จวบจนถึงนโปเลียน พวกมันพบว่าตัวเองไร้เจ้านายและจมอยู่ในความหดหู่ แต่เมื่อ มินเนี่ยน ตัวหนึ่งนามว่า เควิน มีแผนการและได้ร่วมมือกับสตวร์ทจอมเกรียน และบ็อบน้อยผู้น่ารัก ในการออกผจญภัยในโลกกว้างเพื่อหาเจ้านายวายร้ายคนใหม่สำหรับมันและเพื่อนพ้อง

ทั้งสามได้ออกผจญภัยสุดระทึกจนไปพบกับผู้ที่อาจจะเป็นเจ้านายใหม่อย่าง สการ์เล็ต โอเวอร์คิล (แซนดรา บุลล็อค) จอมวายร้ายหญิงคนแรกของโลก พวกมันเดินทางจากทวีปเยือกแข็งแอนตาร์กติกามายังนิวยอร์กซิตี้ในยุค 60’s และไปลงเอยอยู่ในลอนดอน ที่ซึ่งพวกมัน จะต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจนถึงตอนนี้ นั่นคือการปกป้องเหล่า มินเนี่ยน จากการถูกกำจัด

ขอบคุณแหล่งที่มา www.majorcineplex.com…

นิวชัยพล จูเลี่ยน พูพาร์ต” เปิดซิงร้อง-เต้น-เล่น-ฮาใน “มนต์เลิฟสิบหมื่น”

นิวชัยพล

นิวชัยพล จูเลี่ยน พูพาร์ต” กับผลงานภาพยนตร์มิวสิคัลเลิฟคอเมดี้เรื่อง “มนต์เลิฟสิบหมื่น” ที่พระเอกหนุ่มต้องเปิดซิงทั้งร้องเพลง, แดนซ์สนั่น และเล่นมุกฮาลั่นจอพร้อมกันเป็นครั้งแรก เล่นเอาหนุ่มนิวเครียดไม่แพ้พี่คล้าวในหนังที่ต้องหาเงินสิบหมื่นให้ได้กันเลยทีเดียว

นิว ชัยพลพูดถึงภาพยนตร์เรื่องใหม่ของเขาว่า “เรื่องนี้เป็นอะไรที่ค่อนข้างจะใหม่มากสำหรับผม จริงๆ แล้ว แค่ร้องก็ใหม่แล้ว เต้นก็ใหม่แล้ว แต่เรื่องนี้ดับเบิ้ลเลยครับ มาพร้อมกันสองอย่างแล้วก็ในซีนเดียวกันในเพลงเดียวกัน ก็คือ ‘เพลงสิบหมื่น’ ทุกคนจะบอกเลยว่าถ้าคุณเล่นเป็นพี่คล้าว คุณต้องร้องเพลงสิบหมื่นให้ได้ เราก็โถ่ ตายล่ะ ตอนแรกแบบว่าเล่น ‘มนต์เลิฟฯ’ มีพี่โต๊ะ พันธมิตรกำกับ เป็นแนวคอเมดี้ น่าจะสนุกมันส์แน่ๆ เลย ชอบๆ อยากเล่นอะไรแบบนี้ แต่พอบอกปุ๊บ นิวจะต้องร้องสิบหมื่นด้วยนะ จะต้องเต้นด้วยนะ แล้วพี่จะปรับทำนองใหม่เป็นแบบทันสมัยมากยิ่งขึ้นอะไรแบบนี้ ผมเลยบอก เอ่อ…พี่ครับผมร้องเพลงอะไรไม่ได้เลย ผมเต้นก็ไม่ได้ครับพี่ พี่จะให้ผมทำสองอย่างพร้อมกัน ผมตายดีกว่าครับพี่ ผมต้องทำไงดีครับ พี่เค้าบอกว่าเฮ้ย! อย่าเพิ่งเครียด เราลองซ้อมกันก่อนดีกว่า ลองไปซ้อมร้องดู ซ้อมเต้นดู แล้วเราค่อยมาทำรวมกัน เราก็อยู่ในขั้นตอนการค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป ผมก็ทำเต็มที่ทั้งร้องทั้งเต้น แล้วก็ต้องฝึกฝนหนักมากเป็นพิเศษจนในที่สุดก็ได้ออกมาให้ได้ชมในภาพยนตร์แล้ว ผมก็อยากฝากทุกๆ คนในฉากนี้นะครับ ถ้าหากมีอะไรผิดพลาดไปหรือว่าไม่สมบูรณ์ผมก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย ผมขอบอกว่าผมทำเต็มที่จริงๆ ครับ”

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

สงกรานต์ แสบสะท้านโลกันต์ – นวัตกรรมโฮะมุกตลก อย่าแคร์สาระ ตรรกะเหรอลืมไปได้เลย

สงกรานต์

สงกรานต์ แสบสะท้านโลกันต์ จบคงเป็นความโกรธที่ตัวเองดันหลวมตัวไปนับถือตำราฝรั่งในการทำหนังเสียตั้งนาน และโกรธตัวเองที่ไปเข้าข้างตำราฝรั่งที่กลายมาเป็นกรอบตีความคิดของเราในการทำหนัง อันจะได้สรุปให้อ่านกันเป็นข้อๆ ดังนี้
ความต่อเนื่องไม่ได้อยู่ที่กฎ 180 แต่อยู่ที่ใจ
เชื่อลึกๆ ว่าหาก เอ็มมานูเอล ลูบิซกี้ หรือ ลุงโรเจอร์ ดีกินส์ ได้ดู สงกรานต์ แสบสะท้านโลกันตร์ ก็ต่างต้องทบทวนการทำงานตัวเองเสียใหม่ เพราะกฎพื้นฐานในการคุมความต่อเนื่องของภาพไม่ได้อยู่พจนานุกรมของ พี่พชร์ ที่ถือว่า ความต่อเนื่องเป็นธุระของผู้ชม เราเลยได้เห็นตำแหน่งตัวละครที่ถือเป็นอนิจจัง เดี๋ยวซ้าย เดี๋ยวขวา ทิศทางการตัดต่อภาพแต่ละกล้อง พี่พชร์ให้อิสระกับระบบตัดต่อระบบ AI เต็มที่ ซึ่งถือเป็นมุมมองใหม่ที่มนุษย์อาจคิดไม่ได้ ซึ่งบรรดานักเรียนหนังควรศึกษาไว้เป็นตัวอย่าง และถ้าจะให้ดีควรไปขับไล่อาจารย์ที่สอนวิชาตัดต่อตามโรงเรียนหนังหรือมหาวิทยาลัยที่ตามเทรนด์นี้ไม่ทันออกจากระบบการศึกษาให้หมด!

ความจริงภายในมันเก่า เอาความสดตรงหน้าดีกว่า
สตานิสลาฟสกี้ เคยกล่าวว่า นักแสดงควรรู้จักความจริงภายในเพื่อความสมจริง ซึ่งถือเป็นความเชื่อผิดๆ ที่นักเรียนการแสดงทั่วโลกร่ำเรียนมา เพราะหากผ่านการกำกับของพี่พชร์ ผู้ปฏิเสธการสร้างความจริงภายใน หรือการทำสมาธิทุกรูปแบบเพราะกลัวทำหนังไม่ทันDag ดังนั้นจึงเกิดการกำกับแบบเอาความจริงตรงหน้า เช่น คิดบทไม่ออก ช่วยพูดๆ อะไรออกไปให้หน่อย หรือคิวถ่ายจะหมดจะทำอะไรก็ทำ เหล่านี้ถือเป็นงานกำกับชั้นสูงที่เหล่านักเรียนหนังอาจเข้าไม่ถึง หรือ อาจารย์อาจยังไม่เคยสอนเพราะถือเป็นทฤษฎีใหม่ โดยเป็นหน้าที่ของผู้กำกับในการหยิบเลือกเหตุการณ์ที่พอเป็นหนังมาร้อยเรียง แล้วโบ้ยงานในการจัดวางให้คนตัดต่ออีกทีเพื่อให้เงินค่าจ้างคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์

การตัดต่อไม่เพียงเรียงร้อยเรื่องเท่านั้น แต่ยังมีอำนาจข้ามเวลา พื้นที่ ข้ามตรรกะ เหตุและผลใดๆ ที่เราเคยยึดถือ
ในขณะที่นักเรียนหนังหลายคนมักยึดติดกับทฤษฎีตัดต่อทั้งการสร้างความต่อเนื่องหรือการใช้ภาพมองทาจมาสื่อความหมาย แต่สำหรับพี่พชร์ การตัดต่อคือการเรียงซีนที่ต้องเก็บทุกอย่างให้หมด และพาคนดูข้ามเวลาให้เร็วที่สุด โดยทิ้งตรรกะอันน่าเบื่อไว้เบื้องหลัง แต่การเรียงอย่างมีศิลปะนั้นไม่ควรทำทื่อๆ โดยฉากที่ถือเป็นไฮไลต์ที่แสดงถึงอัจฉริยะภาพของพี่พชร์ คือฉากงานบวชที่พี่เขาเอาเหตุการณ์ 3 เหตุการณ์มาตัดสลับความเวลาโดยอาศัยการตัดแบบ Sound Bridge หรือการใช้เสียงเชื่อมฉาก ซี่งในพิธีแหล่ แน่นอนว่าต้องมีการแหล่สอนนาค แต่หากเราต้องฟังบทแหล่สอนนาค อาจทำให้หนังยาวเกินไป พี่พชร์เลยเลือกท่อนสำคัญที่สุดนั่นคือการใช้คำว่า Hee ในการเชื่อมเหตุการณ์จากปลงผม ไปแหล่นาค แล้วข้างๆ พิธีบวชมีลิเกที่หนูรัตน์เป็นนางเอก ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นการต่อยอดจากทฤษฎี มองทาจ เพื่อสื่อความหมายว่าการบวชที่งดงามหาใช่การระลึกถึงพระคุณแม่ แต่เป็นการทดแทนคุณของช่องคลอดและการได้เกิดมาเจอหนูรัตน์เป็นนางเอกลิเกนี่เอง

การเล่าเรื่อง 3 องก์ ไม่สำคัญเพราะพี่พชร์ได้นิยามองก์ใหม่ขึ้นมาแล้ว
ซิด ฟิลด์ เคยนำทฤษฎี 3 องก์มาเป็นบทบัญญัติในการเล่าเรื่องภาพยนตร์ก่อนจะถูกแหกกฎจนมีสี่ ห้า หรือหกองก์ ในเวลาต่อมา แต่สำหรับปี 2019 พี่พชร์ได้คิดองก์ที่สำคัญที่สุดนั่นคือ องคชาติ ด้วยปฏิเสธทฤษฎีโครงสร้างบททั้งมวล ยอดผู้กำกับของเราจึงต้องคิดหลักยึดขึ้นมาใหม่นั่นคือ องคชาติ ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมล่าสุด เพราะไม่ว่าหนังจะเล่าอะไรก็ตามก็มักวนมาเรื่ององคชาติ ทั้งมุกจับกระปุกเกียร์ของน้านุ้ย เชิญยิ้ม หรือ การโยกอวัยวะเพศของพี่สมจิตร จงจอหอ ล้วนแล้วแต่เป็นการคารวะเพศชายในสังคมปิตาธิปไตยอย่างมีนัยยะสำคัญหลังหนังมาร์เวลช่วงหลังดัดจริตไปพูดเรื่องสิทธิสตรีซะเยอะจนหน้าหมั่นใส้ สำหรับพี่พชร์ อานนท์ แล้วถือว่าคนชายขอบอย่างกะเทยควรมีสิทธิต่อรองเรื่องทางเพศบ้างทั้ง การขู่จะจับทำผัว หรือ ท้าให้รุมข่มขืน เป็นต้น หรือกระทั่งการพูดถึงพระคุณของพ่ออย่างลึกซึ้งจากปากคำของตัวละคร เสือ ส. วาเลนไทน์ ของน้าค่อมก็ถือเป็นการนำอวัยวะเพศชายมาพูดถึงอย่างเคารพและให้ความสำคัญจนน่ายกย่องครับ


จะมีแค่พลอต ซับพลอต หรือมัลติพลอตไปทำไม ในเมื่อเราเอาแอนตีพลอตมาทำเป็นพลอดได้
ในทางเขียนบท นักเรียนมักถูกกำหนดกรอบในการคิดเรื่องด้วยการวาง พลอต ไว้ก่อนซึ่งถือเป็นเป็นการตีกรอบความคิดที่ควรอิสระ ดังนั้นการได้ดู

สงกรานต์ แสบสะท้านโลกันต์ น่าจะเป็นการเปิดโลกการศึกษาได้เป็นอย่างดีครับ เพราะหนังเรื่องนี้มีเหตุการณ์หลายอย่างที่อัดแน่นกันตลอดเวลาร่วมชั่วโมงกว่าๆ ทั้งค่ายมวยที่มีทั้งพ่อคอยด่าลูกๆ มีพระมาฉันเพลแต่ฉันไม่ทันเที่ยงจนหิวเพื่อให้คนหัวเราะ มีห้องน้ำที่สงกรานต์มักเข้าไปอัดควันแล้วเยิ้มออกมา ซึ่งทุกเหตุการณ์ควรเล่นย้ำๆ อย่างน้อย 2 เที่ยวเพื่อไม่ให้ผู้ชมหลงลืม มีร้านอาหารที่ลอยกระทงเข้าไปจีบ เจ๊เมษา (พิ้งกี้ สาวิกา) อยู่ 1 ครั้งซึ่งไม่จำเป็นต้องอธิบายเหตุผลใดๆ และมีฉากห้องซ้อมดนตรีที่เราจะได้เห็น ลอยกระทง และเพื่อนๆ มีปัญหากับมอเตอร์ไซค์วินจนได้เมีย ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องบอกเหตุผลเช่นกัน หรือแม้กระทั่งอาชีพพยาบาลของ เจ๊สิตางศ์ แต่งมา 1 ฉากเพื่อให้ถูกล้อว่าไปกินศพ เหล่านี้ถือเป็นการปลดล็อกกฎเกณฑ์การเขียนบทที่ว่าพลอตคือการวางเหตุการณ์อันเป็นเหตุเป็นผลกันลงโดยสิ้นเชิง ซึ่งถือเป็นคิดพลอตที่ก้าวล้ำมากๆ

แม้จะสั้นก็ต้องออกให้ครบ
คิดดูว่าการทำหนังต้องจ้างนักแสดงต้องเสียเงินทองมากมาย ในเมื่อคิดจ้างพวกคนดังออนไลน์ หรือไปทาบทามดาราไว้แล้วก็ควรยัดๆ มาให้ครบทุกคน ส่วนความต่อเนื่องช่างมัน ฉะนั้นเราจึงได้เห็นพี่ผัดไท มาเล่นเป็น ปลัด เมียของ เสือ ส. วาเลนไทน์ แบบผลุบๆ โผล่ๆ มาสร้างเสียงฮา มาพูดคำหยาบ แต่อีกสักพัก เธอก็หายไปทั้งเรื่องจนคนดูเกือบเป็นอัลไซเมอร์ ตามตัวละครของเธอ หรือกระทั่งเบี้ยใบ้รายทางพวกเน็ตไอดอลต่างๆ พี่พชร์ยัดตรงไหนได้ก็ยัดเข้ามา ซึ่งตรงนี้ถือเป็นการบริหารจัดการงบประมาณอย่างคุ้มค่า ไม่มีลังเล ยอมเสียฉากของดารารับเชิญเพื่อรักษาหนังแต่อย่างใด เพราะลำพังหนังเองก็เกินเยียวยา เอ้ย! หนังดีจน ติ ไม่ได้อยู่แล้ว

แท้จริงแล้วนี่คือ การทำหนังแบบพชร์ โมเดิร์น
หรืออันที่จริง หากลองสังเกตดีๆ เราจะพบว่าพี่พชร์ ได้ใช้หนังตัวเองเพื่อประเมินคุณค่างานในอดีตตัวเองใหม่ ทั้งวงดนตรีจาก สมอลรูกูแนว มุกพระจากหนังชุดหลวงพี่แจ๊ส เหล่าคนดังอินเทอร์เน็ตที่เคยเชิญมาเล่น หรือกระทั่งการนำเซ็กซ์ แอพพีล ผู้หญิงอย่างการโชว์นม จาก ไฉไล มานำเสนอใหม่ ซึ่งในมุมหนึ่งก็ถือเป็น แอนโธโลจี เล็กๆ ของตัวเองที่จะได้ใช้หนังตัวเองมาพูดถึงหนังต่างๆ ในประวัติการทำงานอีกครั้ง ซึ่งอย่ากล่าวหาว่า พี่พชร์ มุกตัน คิดอะไรไม่ออกเด็ดขาด เพราะมันมีทฤษฎีโพสต์โมเดิร์นที่เป็นการนำของเก่ามาตีความใหม่ ประเมินค่าใหม่ นำเสนอใหม่ รองรับอีกที แต่เมื่อเป็น พชร์ อานนท์ มันก็อาจถูกตั้งชื่อใหม่เป็น พชร์ โมเดิร์น ซึ่งต่อไปโลกอาจจะต้องจำใจยอมรับเข้าสักวัน

ปิดท้ายรีวิวฉบับนี้ ใครกังวลว่าหนังจะมีคำพูดไม่เหมาะสม พูดจาทะลึ่งตึงตังรึเปล่า ก็ขอบอกเลยว่า เพียบครับ! ถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกๆ แล้วกันนะครับ หากจะพกพาเด็กเล็กไปดู โดยไม่สนว่าหนังมันได้เรต น. 15+ น่ะครับ และท้ายสุดนี้ผมขอแสดงความบริสุทธิ์ใจ ว่าค่ายหนังไม่ได้จ้างผมมาเขียนเชียร์หนังเรื่องนี้จริงๆ แต่ด้วยคุณค่าของมันก็ต้องบอกว่า สงกรานต์ปีนี้ เล่นน้ำสนุกกว่านะครับ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com